News

พินัยกรรมเกาะร้างและรอยน้ำตาสายเลือด:

 ลูกเนรคุณหลอกทิ้งพ่อบังเกิดเกล้าให้ตายคาเกาะ สู่วันหวนคืนพร้อมทนายความและความลับระดับโลกที่จะบดขยี้คนทรยศให้พินาศย่อยยับ!

แชนเดอเลียร์คริสตัลระยิบระยับมูลค่าหลายสิบล้านทอประกายสว่างไสวไปทั่วห้องบอลรูมของโรงแรมหรูระดับเจ็ดดาวใจกลางมหานคร เสียงดนตรีออร์เคสตราบรรเลงคลอเคล้าไปกับเสียงหัวเราะและเสียงแก้วแชมเปญที่กระทบกัน แขกเหรื่อระดับวีไอพี นักการเมือง และนักธุรกิจแถวหน้าของประเทศต่างมารวมตัวกันในค่ำคืนนี้ เพื่อร่วมแสดงความยินดีกับการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานกรรมการบริหารคนใหม่ของ ‘อัครบดินทร์ กรุ๊ป’ อาณาจักรธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชีย

บนเวทีที่ปูด้วยพรมสีแดงกำมะหยี่ ร่างสูงโปร่งของ ‘กวินทร์’ ชายหนุ่มวัยสามสิบสองปีในชุดทักซิโด้สั่งตัดพิเศษ กำลังยืนชูแก้วแชมเปญด้วยใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความหยิ่งยโสและหลงระเริงในอำนาจ เขาส่งยิ้มจอมปลอมให้กับกล้องของนักข่าวที่รัวชัตเตอร์ไม่ยั้ง

“ผมขอขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมเป็นสักขีพยานในวันนี้ครับ” กวินทร์เอ่ยใส่ไมโครโฟนด้วยน้ำเสียงที่ดัดแปลงให้ดูเศร้าสร้อย “อย่างที่ทุกท่านทราบ การจากไปอย่างกะทันหันของ ‘เจ้าสัวธนินท์’ คุณพ่อของผมเมื่อสามเดือนก่อน นำมาซึ่งความโศกเศร้าอย่างสุดซึ้งแก่ครอบครัวของเรา แม้ทีมค้นหาจะพยายามพลิกแผ่นดินหาในป่าลึกที่คุณพ่อไปพักผ่อน แต่ก็ไร้ร่องรอย… ในฐานะลูกชายเพียงคนเดียว ผมขอให้คำมั่นสัญญาว่า จะสานต่อเจตนารมณ์และนำพาอัครบดินทร์ กรุ๊ป ให้ยิ่งใหญ่สืบไปครับ!”

เสียงปรบมือดังกึกก้องกัมปนาท กวินทร์โค้งรับคำสรรเสริญ แต่ลึกลงไปในแววตาของเขาซ่อนความอำมหิตและเสียงหัวเราะเยาะเย้ยเอาไว้ ไม่มีใครในโลกนี้รู้ความจริงว่า เจ้าสัวธนินท์ไม่ได้หายตัวไปในป่าลึก และไม่ได้ประสบอุบัติเหตุใดๆ ทั้งสิ้น… แต่เป็นตัวเขาเองต่างหาก ที่เป็นคนพยุงพ่อบังเกิดเกล้าที่กำลังป่วยหนักนั่งรถเข็น ขึ้นเรือสปีดโบ๊ทส่วนตัว แล้วนำไปทิ้งไว้บน ‘เกาะพยับเมฆ’ เกาะร้างอันห่างไกลกลางอ่าวไทยที่ตระกูลอัครบดินทร์กว้านซื้อไว้เมื่อหลายสิบปีก่อนแต่ไม่เคยนำมาพัฒนา!

กวินทร์จำภาพในวันนั้นได้ดี เขาหลอกพ่อว่าพาท่านไปสูดอากาศบริสุทธิ์เพื่อรักษาโรคปอด แต่ทันทีที่เรือจอดเทียบท่าและพาท่านเข้าไปในกระท่อมไม้ผุพัง กวินทร์ก็แย่งโทรศัพท์มือถือและเครื่องมือสื่อสารทุกชนิดมาจากท่าน เขายกยิ้มอย่างเลือดเย็นและเอ่ยประโยคที่กรีดขั้วหัวใจคนเป็นพ่อว่า ‘พ่อแก่เกินไปแล้ว สมองก็เลอะเลือน บริษัทควรเป็นของผมตั้งนานแล้ว… พ่ออยู่ที่นี่แหละครับ กินลูกมะพร้าวกับน้ำฝนประทังชีวิตไปก็แล้วกัน หวังว่าพายุคงจะช่วยสงเคราะห์ให้พ่อไปสบายเร็วๆ นะครับ’ จากนั้นเขาก็ขับเรือหนีออกมา ปล่อยให้ชายชราวัยเจ็ดสิบปีที่เดินแทบไม่ไหว ต้องเผชิญกับความหิวโหยและความตายอย่างโดดเดี่ยวบนเกาะร้าง

“โง่เขลา… ป่านนี้คงกลายเป็นกระดูกให้ปูเสฉวนแทะไปแล้ว” กวินทร์กระซิบกับตัวเองพลางยกแชมเปญขึ้นจิบอย่างรื่นรมย์

แต่ทว่า… ในวินาทีที่ความหลงระเริงของลูกเนรคุณกำลังพุ่งทะยานถึงขีดสุด ประตูไม้บานยักษ์ของห้องบอลรูมก็ถูกกระชากเปิดออกอย่างรุนแรงจนบานพับแทบหลุด!

ปัง!!!

เสียงกระแทกของประตูดังสนั่นหวั่นไหวกลบเสียงดนตรีออร์เคสตราจนเงียบกริบ แขกเหรื่อกนับพันชีวิตหันขวับไปมองที่จุดเดียวกันด้วยความตื่นตระหนก บอดี้การ์ดร่างยักษ์ในชุดสูทสีดำนับสิบคนเดินเรียงหน้ากระดานเข้ามาในห้อง ก่อนจะแหวกทางออกเป็นสองฝั่ง เผยให้เห็นร่างของบุรุษผู้หนึ่งที่ก้าวเดินเข้ามาด้วยท่วงท่าที่สง่างาม หนักแน่น และแผ่ซ่านไปด้วยรังสีแห่งอำนาจที่ทำให้ทุกคนต้องกลั้นหายใจ!

เขาไม่ได้นั่งรถเข็น เขาไม่ได้ดูอ่อนแอเหมือนเมื่อสามเดือนก่อน ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีเทาเข้มตัดเย็บประณีต ผมสีดอกเลาที่ถูกหวีเรียบแปล้ และมือที่กำหัวไม้เท้าฝังเพชรแน่น… คือ ‘เจ้าสัวธนินท์’ มหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลที่ทุกคนคิดว่าตายไปแล้ว!

ข้างกายของเจ้าสัว มีชายวัยกลางคนสวมแว่นตาถือกระเป๋าเอกสารสีดำเดินประกบติด เขาคือ ‘ทนายกิตติ’ ทนายความมือหนึ่งระดับประเทศที่หายตัวไปพร้อมกับเจ้าสัวเมื่อสามเดือนก่อน และด้านหลังสุดคือกองกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองปราบปรามอาชญากรรมพิเศษที่เดินตบเท้าเข้ามาตรึงกำลังปิดทางออกทุกเส้นทาง!

“พ… พ่อ!!”

แก้วแชมเปญในมือของกวินทร์หลุดร่วงลงพื้นแตกกระจายดังเพล้ง! ใบหน้าที่เคยหล่อเหลาและเต็มไปด้วยความหยิ่งยโส บัดนี้ซีดเผือดไร้สีเลือดราวกับกระดาษ ขาทั้งสองข้างของเขาสั่นงันงกจนแทบจะยืนไม่อยู่ ดวงตาเบิกกว้างจนแทบถลนออกมานอกเบ้า โลกทั้งใบที่เขาสร้างขึ้นจากคำโกหกกำลังพังครืนลงมาทับร่างของเขาเอง!

แขกเหรื่อในงานเริ่มส่งเสียงฮือฮา แฟลชจากกล้องนักข่าวรัวกระหน่ำยิ่งกว่าพายุ เจ้าสัวธนินท์ก้าวเดินช้าๆ ฝ่าฝูงชนตรงมายังหน้าเวที แววตาของชายชราที่เคยมองลูกชายด้วยความรักและเมตตา บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความเย็นเยียบและเด็ดขาดประดุจมัจจุราชที่ก้าวขึ้นมาจากขุมนรก

กวินทร์พยายามตั้งสติ เขารีบวิ่งลงจากเวที แสร้งทำหน้าตาตื่นเต้นและบีบน้ำตาแห่งความดีใจ “พ่อครับ! พ่อยังมีชีวิตอยู่! สวรรค์มีตาจริงๆ! พวกเราออกตามหาพ่อแทบพลิกแผ่นดิน พ่อไปหลงอยู่ที่ไหนมาครับ!” ลูกชายเนรคุณพยายามจะโผเข้าสวมกอด

แต่เจ้าสัวธนินท์ยกไม้เท้าขึ้นชี้หน้าสกัดกั้นร่างของลูกชายเอาไว้ “อย่าเอามือสกปรกของแกมาแตะต้องตัวฉัน… ไอ้สายเลือดทรยศ!”

น้ำเสียงที่ดุดันและทรงพลังของเจ้าสัวดังก้องกัมปนาทไปทั่วทั้งห้องบอลรูม ทำเอากวินทร์สะดุ้งสุดตัว แขกในงานต่างอ้าปากค้างด้วยความช็อก

“พ… พ่อพูดเรื่องอะไรครับ ผมเป็นห่วงพ่อแทบแย่ ทำไมพ่อพูดกับผมแบบนี้…” กวินทร์ยังคงพยายามแถหน้าด้านๆ

เจ้าสัวธนินท์แค่นยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสมเพชและปวดร้าวลึกๆ ในใจ “แกคิดว่าฉันตายไปแล้วจริงๆ สินะกวินทร์… แกหลอกพาฉันไปทิ้งไว้บนเกาะพยับเมฆ ริบยารักษาโรค ยึดเครื่องมือสื่อสาร และปล่อยให้คนแก่ที่เดินแทบไม่ไหวต้องหิวตายอยู่บนเกาะร้าง… แกมันอำมหิตผิดมนุษย์! แต่สวรรค์ยังไม่ต้องการตัวฉัน! แกคงลืมไปว่าเกาะนั้นเคยเป็นหมู่บ้านชาวประมงเก่า และยังมีลุงจัน อดีตคนสนิทของฉันที่แกคิดว่าฉันไล่ออกไปแล้ว แอบอาศัยอยู่เงียบๆ ที่อีกฟากของเกาะ! เขาช่วยชีวิตฉันไว้ และใช้เรือหางยาวพาฉันกลับเข้าฝั่งอย่างปลอดภัยตั้งแต่วันที่สามที่แกทิ้งฉันไปแล้ว!”

กวินทร์เบิกตากว้าง หายใจหอบถี่ “ม… ไม่จริง! พ่อเลอะเลือนแล้ว! พ่อป่วยจนเสียสติไปแล้ว! บอดี้การ์ด! พาตัวคุณพ่อไปพักผ่อนที่โรงพยาบาลเดี๋ยวนี้!” กวินทร์ตวาดสั่งลูกน้องของตน

แต่ไม่มีบอดี้การ์ดคนไหนกล้าขยับตัว เพราะตำรวจกองปราบได้ชักอาวุธปืนออกมายืนคุมสถานการณ์ไว้หมดแล้ว

ทนายกิตติเดินก้าวขึ้นมาประจันหน้ากับกวินทร์ เขาเปิดกระเป๋าเอกสารสีดำออก แล้วดึงแฟ้มเอกสารปึกใหญ่ชูขึ้นต่อหน้าทุกคน

“คุณกวินทร์ครับ… ตลอดสามเดือนที่คุณคิดว่าท่านประธานเสียชีวิตและมัวแต่เสวยสุขกับการฮุบตำแหน่ง ท่านประธานไม่ได้พักผ่อนอยู่เฉยๆ แต่ท่านได้ใช้เวลาทั้งหมดในการรวบรวมหลักฐานและซ้อนแผนเพื่อดัดหลังคนเนรคุณอย่างคุณ!” ทนายกิตติประกาศด้วยเสียงก้องกังวาน “ภาพถ่ายจากโดรนและเครื่องบันทึกเสียงที่คุณแอบพูดข่มขู่ท่านประธานบนเกาะพยับเมฆ ถูกลุงจันบันทึกไว้ได้ทั้งหมด ตอนนี้หลักฐานพยายามฆ่าและกักขังหน่วงเหนี่ยวอยู่ในมือของเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียบร้อยแล้วครับ!”

กวินทร์เข่าอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้น เขาพยายามคลานเข้าไปเกาะขาพ่อ “พ่อครับ! ผมขอโทษ! ผมหน้ามืดเพราะอยากบริหารบริษัท พ่ออย่าจับผมเข้าคุกเลยนะครับ ถึงยังไงบริษัทนี้ก็ตกเป็นชื่อของผมแล้ว พ่อเซ็นเอกสารโอนหุ้นทั้งหมดให้ผมก่อนไปเกาะแล้วนะพ่อ!”

ลูกเนรคุณยังคงหวังพึ่งเอกสารที่เขาหลอกให้พ่อเซ็นในขณะที่ท่านกำลังเบลอจากฤทธิ์ยาเมื่อสามเดือนก่อน

แต่คำพูดนั้นกลับทำให้เจ้าสัวธนินท์ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา เป็นเสียงหัวเราะที่เยียบเย็นและน่าสะพรึงกลัวที่สุด!

“ฮ่าๆๆๆ! แกคิดว่าคนอย่างฉัน สร้างอาณาจักรแสนล้านมาด้วยสองมือ จะโง่ให้ลูกแหง่อย่างแกหลอกเอาง่ายๆ อย่างนั้นเหรอไอ้กวินทร์!” เจ้าสัวธนินท์กระแทกไม้เท้าลงพื้น “ทนายกิตติ… บอกความลับที่มันอยากรู้ให้มันฟังสิ!”

ทนายกิตติขยับแว่นตา ก่อนจะอ่านเอกสารด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้มเยาะ “คุณกวินทร์ครับ เอกสารที่คุณหลอกให้ท่านประธานเซ็นเมื่อสามเดือนก่อน… เป็นเอกสารการโอนหุ้นของ ‘อัครบดินทร์ พร็อพเพอร์ตี้ (สาขาบริษัทลูก)’ ซึ่งเป็นเพียงเปลือกบริษัทที่ท่านประธานแอบโยกย้าย ‘หนี้สินเน่าเสียจากการลงทุนผิดพลาดในต่างประเทศ’ จำนวนกว่า ห้าหมื่นล้านบาท เข้าไปไว้ในนั้นทั้งหมด! และโดยนิตินัยแล้ว… ตอนนี้คุณกวินทร์คือผู้รับผิดชอบหนี้สินห้าหมื่นล้านบาทนั้นแต่เพียงผู้เดียวครับ!”

“อ… อะไรนะ!!” กวินทร์กรีดร้องเสียงหลงราวกับถูกฟ้าผ่ากลางแสกหน้า

“ยังไม่จบแค่นั้นครับ” ทนายกิตติพูดต่อ “ส่วนทรัพย์สินที่แท้จริง เงินสดทั้งหมด หุ้นในบริษัทแม่ และทองคำสำรองของตระกูล… ท่านประธานได้ทำการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมดไปผูกติดอยู่กับ ‘บริษัท โฮลดิ้ง จำกัด’ ซึ่งมีสินทรัพย์ค้ำประกันหลักเพียงชิ้นเดียวคือ… ที่ดินบนเกาะพยับเมฆ!”

ความจริงที่ทะลักทลายออกมาเปรียบเสมือนใบมีดที่เชือดเฉือนทุกความหยิ่งยโสของกวินทร์จนขาดสะบั้น!

“เกาะพยับเมฆที่คุณกวินทร์ด่าว่าเป็นเกาะขยะและเอาพ่อตัวเองไปทิ้ง… เมื่อเดือนที่แล้ว บริษัทขุดเจาะพลังงานระดับโลกเพิ่งค้นพบสายแร่หายากและน้ำมันดิบปริมาณมหาศาลอยู่ใต้เกาะแห่งนั้น! ทำให้มูลค่าของเกาะพยับเมฆพุ่งทะยานขึ้นไปแตะระดับ สองแสนล้านบาท! และกรรมสิทธิ์ทั้งหมดนั้น เป็นของท่านประธานธนินท์แต่เพียงผู้เดียว ส่วนคุณ… ได้รับเพียงหนี้สินห้าหมื่นล้านและสถานะบุคคลล้มละลายครับ!”

“ไม่!! ไม่จริง!! พ่อหลอกผม! พ่อทำแบบนี้กับสายเลือดตัวเองได้ยังไง!” กวินทร์แหกปากร้องโหยหวน น้ำหูน้ำตาไหลทะลักอย่างน่าสมเพช เขาดิ้นรนตะเกียกตะกายพยายามจะพุ่งเข้าไปทำร้ายพ่อบังเกิดเกล้า แต่ตำรวจก็พุ่งเข้ามารวบตัวและกดร่างของเขาลงกับพื้นพรมอย่างรวดเร็ว กุญแจมือเหล็กเย็นเฉียบถูกสับเข้าที่ข้อมือของลูกเนรคุณทันที

เจ้าสัวธนินท์ก้มลงมองภาพลูกชายที่กำลังดิ้นทุรนทุรายด้วยสายตาที่เจ็บปวด แต่ไร้ซึ่งความปรานีอีกต่อไป ท่านหลั่งน้ำตาออกมาหนึ่งหยดก่อนจะปาดมันทิ้งอย่างเด็ดเดี่ยว

“ความเมตตาของฉัน มันตายไปตั้งแต่วินาทีที่แกหันหลังเดินขึ้นเรือและทิ้งฉันไว้บนเกาะนั้นแล้วกวินทร์… แกไม่ได้เห็นฉันเป็นพ่อ แกเห็นฉันเป็นแค่บันไดให้แกเหยียบขึ้นไปเสวยสุข! วันนี้แกก็จงลงไปชดใช้กรรมในนรกที่แกสร้างขึ้นมาเองเถอะ!”

“พ่อ!! ยกโทษให้ผม!! ผมไม่อยากติดคุก!! ผมไม่อยากล้มละลาย!! กรี๊ดดดดด!” เสียงกรีดร้องของกวินทร์โหยหวนปานจะขาดใจ ขณะที่เขาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจลากตัวออกไปจากห้องบอลรูมอย่างอนาถที่สุด ท่ามกลางแสงแฟลชของนักข่าวและสายตาที่เต็มไปด้วยความขยะแขยงของแขกเหรื่อทุกคน ไม่มีใครแม้แต่คนเดียวที่นึกสงสารลูกเนรคุณคนนี้

เมื่อความวุ่นวายสิ้นสุดลงและสวะถูกกวาดล้างออกไปจากชีวิต เจ้าสัวธนินท์ยืนหันหลังให้ประตู หันหน้าเข้าหาแขกผู้มีเกียรติที่ยังคงยืนอึ้ง มหาเศรษฐีผู้ผ่านความเป็นความตายมาแล้ว ค่อยๆ คลี่ยิ้มที่ทรงพลังและเปี่ยมไปด้วยบารมี

“ขออภัยที่ทำให้งานเลี้ยงคืนนี้ต้องวุ่นวายครับทุกท่าน…” เจ้าสัวธนินท์กล่าวด้วยน้ำเสียงกังวาน “อัครบดินทร์ กรุ๊ป ยังคงยืนหยัดและแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม และตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ผมขอประกาศว่า… ทรัพย์สินทั้งหมดของผมบนเกาะพยับเมฆ จะถูกนำไปก่อตั้งเป็นมูลนิธิเพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้งทั่วประเทศ! เพราะผมได้เรียนรู้แล้วว่า สมบัติที่ล้ำค่าที่สุด ไม่ใช่สายเลือดที่จอมปลอม… แต่คือการมอบความเมตตาให้กับเพื่อนมนุษย์ที่คู่ควรต่างหาก!”

เสียงปรบมือแบบสแตนดิ้งโอเวชั่น (Standing Ovation) ดังกึกก้องกัมปนาทสะเทือนไปทั้งโรงแรม! เจ้าสัวธนินท์ได้ทวงคืนอาณาจักร ทวงคืนศักดิ์ศรี และกระชากหน้ากากคนทรยศให้ไปชดใช้กรรมในคุกพร้อมหนี้สินล้นพ้นตัวอย่างสาสมที่สุด ปิดฉากตำนานลูกเนรคุณให้กลายเป็นเพียงฝุ่นผงที่ไม่มีใครจดจำตลอดกาล!

Related Articles

Back to top button
error: Content is protected !!